รัฐลดค่าครองชีพ ฉุดเงินเฟ้อ ธ.ค. ติดลบ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับตัวลดลงเข้าสู่แดนติดลบ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน นโยบายดังกล่าวรวมถึงการควบคุมราคาสินค้า
การลดภาษีเชื้อเพลิง และมาตรการสนับสนุนด้านพลังงาน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนสินค้าและบริการ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

สาเหตุของเงินเฟ้อติดลบ
การลดลงของเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมเกิดจากหลายปัจจัยหลัก ได้แก่:
- มาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล
– การลดราคาค่าไฟฟ้าและราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งช่วยให้ต้นทุนของครัวเรือนลดลง
– การตรึงราคาน้ำมันดีเซลและมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง และส่งผลกระทบไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
– การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น อาหารสด และสินค้าเกษตร ซึ่งช่วยให้ราคาสินค้าไม่ปรับตัวสูงขึ้น
- ราคาพลังงานที่ลดลง
– ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อราคาสินค้าและค่าบริการในประเทศ
– การปรับลดราคาพลังงานจากนโยบายรัฐมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวลดลง
- การบริโภคและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
– แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัว แต่การใช้จ่ายของประชาชนยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
– ผู้บริโภคยังระมัดระวังในการใช้จ่าย ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคาอ่อนตัวลง

ผลกระทบของเงินเฟ้อติดลบ
การที่อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและติดลบอาจส่งผลกระทบหลายด้านทั้งเชิงบวกและเชิงลบ:
- ข้อดีของเงินเฟ้อติดลบ
– ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าและค่าครองชีพลดลง
– ช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น
- ข้อเสียของเงินเฟ้อติดลบ
– หากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด (deflation) ซึ่งทำให้ผู้บริโภครอชะลอการใช้จ่ายเพราะคาดว่าราคาสินค้าจะลดลงเรื่อย ๆ
– รายได้ของผู้ผลิตและธุรกิจลดลง อาจส่งผลให้กำไรหดตัว และอาจมีการลดต้นทุนด้วยการปลดพนักงานหรือชะลอการลงทุน
– รัฐบาลอาจต้องทบทวนนโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจและป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ในปี 2567 รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพต่อไป แต่จะต้องมีความระมัดระวังไม่ให้มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและความยั่งยืนของเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องติดตามและปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างสมดุล
สนับสนุนโดย hoiana casino